โอ๊ย ใคร ๆ ก็หลงรักการเดินทางด้วยรถไฟใช่ไหมคะ? ทั้งวิวสวย ๆ สองข้างทาง บรรยากาศชิล ๆ ที่ทำให้การเดินทางไม่ใช่แค่การย้ายที่ แต่เป็นการพักผ่อนไปในตัว แต่ก็นั่นแหละค่ะ บางทีความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเราก็ต้องมาสะดุดเพราะปัญหา “รถไฟเสีย” หรือ “รถไฟดีเลย์” จนแผนที่วางไว้ปั่นป่วนไปหมด!

ในฐานะคนที่ต้องเดินทางด้วยรถไฟบ่อย ๆ บอกเลยว่าฉันเองก็เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วหลายครั้ง จนอดคิดไม่ได้ว่า ทำไมนะ บางทีระบบรถไฟของเราถึงมีเรื่องให้เราลุ้นระทึกอยู่บ่อย ๆ ทั้งที่การเดินทางด้วยระบบรางควรจะเป็นอะไรที่สะดวกและตรงเวลาที่สุดช่วงนี้เอง เราก็ได้ยินข่าวรถไฟฟ้าขัดข้องบ่อยเหลือเกิน ทั้งสายสีเหลืองที่มีชิ้นส่วนหล่น หรือสายสีชมพูที่ระบบจ่ายไฟมีปัญหา ทำให้หลายคนต้องเสียเวลาไปทำงานสาย หรือพลาดนัดสำคัญไปเลย ซึ่งสาเหตุบางครั้งก็มาจากระบบเบรก ระบบประตู หรือแม้แต่โครงสร้างรางที่อาจจะเก่าและขาดการบำรุงรักษา มันไม่ใช่แค่เรื่องเล็ก ๆ เลยนะคะ เพราะความล่าช้าแต่ละครั้งส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเราโดยตรงเลย แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ!
บทความนี้ฉันจะพาไปเจาะลึกถึงเบื้องหลังของปัญหาเหล่านี้ รวมถึงมองไปถึงแนวทางแก้ไขและอนาคตที่ระบบรางของไทยจะก้าวไปข้างหน้าอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งแผนการลงทุนกว่า 1.8 ล้านล้านบาท และกฎหมายใหม่ ๆ ที่กำลังจะมาช่วยดูแลผู้โดยสารให้ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้นด้วยอยากรู้กันแล้วใช่ไหมคะว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง?
เรามาหาคำตอบไปพร้อมกันในบทความนี้เลยค่ะ!
โอ๊ย…สวัสดีค่ะทุกคน! ในฐานะที่ฉันเป็นบล็อกเกอร์สายเที่ยวสายกินที่ต้องเดินทางไปไหนมาไหนด้วยรถไฟอยู่บ่อย ๆ ไม่ว่าจะรถไฟธรรมดา รถไฟฟ้าในกรุง หรือแม้แต่รถไฟความเร็วสูง (ในอนาคตอันใกล้นี้นะ!) บอกเลยว่าเข้าใจหัวอกทุกคนดีค่ะ กับความรู้สึกที่ต้องเจอเหตุการณ์รถไฟเสีย รถไฟฟ้าดีเลย์เนี่ย มันไม่ใช่แค่เรื่องเสียเวลาธรรมดานะคะ แต่มันคือความรู้สึกที่ปั่นป่วน หงุดหงิด และบางทีก็ทำให้แผนที่วางไว้พังไม่เป็นท่าไปเลย ฉันเองก็เคยเจอมาแล้วหลายครั้ง จนแอบถอนหายใจไปกับระบบขนส่งมวลชนของเราอยู่บ่อย ๆ ทั้งที่ใจจริงอยากจะให้ทุกอย่างมันสะดวกและตรงเวลาเหมือนที่เมืองนอกเขาทำกันได้แท้ ๆ เลยค่ะ แต่ก็เอาเถอะค่ะ วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าปัญหาที่เราเจอ ๆ กันอยู่เนี่ย มันเกิดจากอะไร แล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขาจะมีทางออกยังไงกันบ้าง เพราะเรื่องนี้มันกระทบชีวิตประจำวันของเราโดยตรงเลยนี่นา มาลุยกันเลยค่ะ!
รถไฟฟ้าขัดข้องบ่อยจัง…เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ช่วงนี้ใครที่ใช้บริการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ คงจะรู้สึกเหมือนกันใช่ไหมคะว่ามีข่าวรถไฟฟ้าขัดข้องออกมาบ่อยซะเหลือเกิน จนบางทีก็แอบแซวกันเองในกลุ่มเพื่อนว่าวันนี้จะถึงที่ทำงานกี่โมงนะ? ล่าสุดที่ฉันจำได้แม่นเลยก็คือเหตุการณ์ของรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ที่ทำให้คนเดินทางต้องระทึกกันไปตามๆ กัน เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2567 ที่ผ่านมานี่เองค่ะ มีชิ้นส่วนโลหะที่เรียกว่าแผ่นเหล็ก (Finger Plate) ตรงรอยต่อของทางวิ่ง ดันเลื่อนออกจากตำแหน่ง แล้วก็ไปกระแทกเข้ากับรางจ่ายกระแสไฟฟ้าอย่างจัง จนชิ้นส่วนเหล่านั้นหลุดร่วงลงมาบนถนนด้านล่าง สร้างความเสียหายให้กับรถยนต์ที่สัญจรอยู่ข้างใต้ตั้ง 2 คันแหนะ! พอเกิดเรื่องแบบนี้ปุ๊บ ทางผู้ให้บริการก็ต้องสั่งหยุดเดินรถทั้งระบบเลยค่ะเพื่อความปลอดภัย ซึ่งแน่นอนว่ากระทบกับผู้โดยสารที่ต้องเดินทางในเช้าวันนั้นกันถ้วนหน้าเลย แม้ว่าภายหลังจะมีการปรับลดค่าโดยสาร 20% และจัดรถ Shuttle Bus มาบริการ แต่ความกังวลใจก็ยังคงอยู่เต็มๆ เลยค่ะ
กรณีศึกษา: สายสีเหลืองชิ้นส่วนหล่น
จากเหตุการณ์ชิ้นส่วนหล่นของรถไฟฟ้าสายสีเหลืองนั้น ทาง บริษัท อีสเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด (EBM) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ ก็ได้ออกมาชี้แจงว่า สาเหตุเกิดจากแผ่นเหล็ก (Finger Plate) ที่ติดตั้งบริเวณรอยต่อของทางวิ่ง (Expansion Joint) ได้เลื่อนออกจากตำแหน่ง ทำให้เมื่อขบวนรถเคลื่อนที่ผ่าน แผ่นเหล็กดังกล่าวก็ไปกระแทกรางจ่ายกระแสไฟฟ้าจนหลุดออกมา เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงมาตรฐานความปลอดภัยและการบำรุงรักษาอย่างหนักเลยค่ะ เพราะใครจะไปคิดว่าสิ่งที่เราใช้เดินทางทุกวันจะมีความเสี่ยงแบบนี้ได้? ตอนนั้นฉันเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ต้องปรับแผนการเดินทางกระทันหัน แถมยังต้องเผื่อเวลามากขึ้นกว่าเดิม เพราะรถไฟฟ้าบางช่วงก็ต้องลดความถี่ในการเดินรถลงเพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปตรวจสอบและแก้ไขปัญหาให้มั่นใจก่อนจะเปิดให้บริการในวันถัดไป เป็นประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกว่าการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าของเรามันไม่ได้ง่ายและสบายใจอย่างที่คิดไว้เสมอไปจริงๆ ค่ะ
กรณีศึกษา: สายสีชมพูระบบจ่ายไฟมีปัญหา
อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้คนเดินทางต้องปวดหัวไม่แพ้กันก็คือปัญหาของรถไฟฟ้าสายสีชมพูที่ระบบรางจ่ายกระแสไฟฟ้าขัดข้องเมื่อช่วงกลางเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมานี้เองค่ะ คราวนี้เกิดขึ้นที่ช่วงสถานีศูนย์ราชการนนทบุรีถึงสถานีกรมชลประทาน ทำให้ต้องปิดให้บริการชั่วคราวในบางสถานีไปเลย ซึ่งสาเหตุจากการตรวจสอบโดยละเอียดพบว่าเกิดจาก “หน้าสัมผัสระหว่างรางจ่ายกระแสไฟฟ้ากับอุปกรณ์ขารับกระแสไฟฟ้าของขบวนรถ (Current Collector Device) มีระยะไม่สัมพันธ์กัน” บริเวณจุดสับรางใกล้สถานีกรมชลประทาน ฟังดูเป็นเรื่องทางเทคนิคที่ซับซ้อน แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเรา ๆ ท่าน ๆ นั้นตรงไปตรงมามากค่ะ คือทำให้การเดินทางสะดุดอย่างแรง ฉันเห็นข่าวแล้วก็แอบเป็นห่วงคนที่ต้องใช้สายนี้ไปทำงาน ไปเรียน หรือไปทำธุระสำคัญเลยนะคะ เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องเล็ก ๆ ที่จะมองข้ามได้เลย ถึงแม้จะมีรถ Shuttle Bus มาช่วยอำนวยความสะดวก แต่ความเสียเวลาและความรู้สึกที่ต้องมาลุ้นระทึกกับการเดินทางแบบนี้ มันก็บั่นทอนกำลังใจผู้โดยสารไปไม่น้อยเลยค่ะ หวังว่าทางผู้ให้บริการจะเร่งแก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกนะคะ
สาเหตุเบื้องหลังที่หลายคนอาจไม่เคยรู้
พอเห็นข่าวรถไฟฟ้ามีปัญหาบ่อย ๆ เข้า เราก็อดสงสัยไม่ได้ใช่ไหมคะว่ามันเกิดจากอะไรกันแน่? ในฐานะผู้ใช้งานอย่างเรา ๆ อาจจะเห็นแค่ปลายเหตุ แต่เบื้องหลังแล้วมันมีปัจจัยหลายอย่างเลยค่ะที่ทำให้ระบบรางของเราต้องสะดุดอยู่บ่อยครั้ง ไม่ใช่แค่เรื่องของความผิดพลาดในวันเดียว แต่บางทีมันเป็นปัญหาที่สะสมมานาน และยังต้องใช้เวลาในการแก้ไข ฉันเคยอ่านบทความและพูดคุยกับเพื่อนที่ทำงานด้านระบบราง ก็พอจะเห็นภาพเลยว่าปัญหาเหล่านี้มันซับซ้อนกว่าที่เราคิดมาก ๆ ค่ะ มันไม่ใช่แค่เรื่องของรถเสียซ่อมไม่ได้ แต่มันมีทั้งเรื่องของอายุการใช้งานของอุปกรณ์ สัญญาณรบกวน ไปจนถึงเรื่องของการวางแผนและการลงทุนที่อาจจะยังไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร นี่แหละค่ะที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าเรื่องนี้มันไม่ได้จบแค่การบ่น แต่เราต้องมาทำความเข้าใจกันจริงๆ
ปัญหาระบบและอุปกรณ์ที่เก่า
เชื่อไหมคะว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รถไฟของเรามีปัญหาบ่อย ๆ ทั้งรถไฟทั่วไปและรถไฟฟ้าบางสาย เกิดจากอุปกรณ์และระบบที่มีอายุการใช้งานมานานแล้วค่ะ ลองคิดดูนะคะว่ารถไฟบางขบวนหรือโครงสร้างบางส่วนเนี่ย มันใช้งานมานานหลายสิบปีแล้วนะ ถึงแม้จะมีการบำรุงรักษา แต่เทคโนโลยีมันก็ก้าวหน้าไปไกล การเปลี่ยนอะไหล่หรือการอัปเกรดระบบให้ทันสมัยมันก็ต้องใช้งบประมาณมหาศาล และที่สำคัญคือต้องใช้เวลาด้วยค่ะ บางทีชิ้นส่วนเล็กๆ ชิ้นเดียวที่เก่าหรือเสื่อมสภาพ ก็สามารถส่งผลกระทบให้ระบบการเดินรถหยุดชะงักได้เลยนะคะ เหมือนคนเราที่อายุมากขึ้น ก็ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ ยิ่งเป็นระบบใหญ่ๆ ที่มีคนใช้บริการเยอะขนาดนี้ การที่จะทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบอยู่เสมอโดยที่อุปกรณ์ไม่เคยเปลี่ยนเลยมันเป็นไปไม่ได้เลยจริงๆ ค่ะ นี่แหละคือความท้าทายที่สำคัญเลยสำหรับระบบรางบ้านเรา
สัญญาณรบกวนและซอฟต์แวร์รวน
นอกจากเรื่องอุปกรณ์เก่าแล้ว ปัญหาที่หลายคนอาจจะคาดไม่ถึงเลยก็คือเรื่องของ “สัญญาณรบกวน” และ “ซอฟต์แวร์รวน” นี่แหละค่ะ! ฉันเคยได้ยินมาว่ารถไฟฟ้าบางสาย โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านตึกสูงๆ หรือพื้นที่ที่มีการใช้คลื่นวิทยุหนาแน่น มักจะเจอปัญหาสัญญาณคลื่นวิทยุจากภายนอกเข้ามารบกวนระบบอาณัติสัญญาณในการควบคุมขบวนรถไฟฟ้า พอสัญญาณรบกวนปุ๊บ ระบบอัตโนมัติก็ทำงานไม่ได้ พนักงานขับรถก็ต้องเปลี่ยนมาขับเคลื่อนรถเองด้วยความเร็วที่ลดลงเพื่อความปลอดภัย ทำให้รถเคลื่อนที่ช้าลงไปอีก และเกิดผู้โดยสารสะสมเต็มสถานีเลยค่ะ นอกจากนี้ ยังเคยมีกรณีที่ปัญหาเกิดจากซอฟต์แวร์ของอุปกรณ์ระบบบังคับสัมพันธ์ (Interlocking) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิตรายเดียวกัน ทำให้รถไฟฟ้าหลายสายในกรุงเทพฯ และแม้แต่ในต่างประเทศที่ใช้ซอฟต์แวร์เดียวกันก็ประสบปัญหาขัดข้องในลักษณะคล้ายๆ กันในช่วงเวลาใกล้เคียงกันด้วยนะคะ ฟังแล้วก็แอบตกใจนิดๆ ว่าโลกยุคดิจิทัลขนาดนี้ แค่ซอฟต์แวร์รวนนิดเดียวก็ทำให้ชีวิตคนทั้งเมืองปั่นป่วนได้ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย!
การบำรุงรักษาและการพัฒนาที่ไม่เพียงพอ
อีกสาเหตุสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือเรื่องของการบำรุงรักษาและการพัฒนาที่ไม่ต่อเนื่องค่ะ อย่างการรถไฟแห่งประเทศไทยเองก็ยอมรับว่าปัญหาด้านโครงสร้างบริหารที่ซับซ้อน รวมถึงการขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และงบประมาณที่ไม่เพียงพอต่อการซ่อมบำรุงและอัปเกรดอุปกรณ์มาเป็นเวลานาน ลองจินตนาการดูนะคะว่า ถ้าเรามีรถยนต์แล้วไม่เคยเอาเข้าศูนย์ ไม่เปลี่ยนอะไหล่ตามระยะเวลา มันก็ต้องมีปัญหาตามมาแน่ๆ ยิ่งเป็นระบบขนส่งขนาดใหญ่แบบรถไฟที่มีการใช้งานหนักทุกวัน การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) และการแก้ไขอย่างรวดเร็ว (Corrective Maintenance) จึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ เลยค่ะ กรมการขนส่งทางรางเองก็ได้มีการหารือกับผู้ให้บริการเพื่อวางแนวทางการบำรุงรักษาที่เข้มข้นขึ้น รวมถึงการเก็บข้อมูลสถิติการขัดข้องเพื่อนำมาวิเคราะห์และป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำอีกในอนาคต ฉันก็หวังว่าความพยายามเหล่านี้จะทำให้เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในเร็ววันนะคะ
ผลกระทบที่มากกว่าแค่ “ไปทำงานสาย”
เอาจริง ๆ นะคะ เวลาพูดถึงรถไฟเสียหรือดีเลย์เนี่ย คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงแค่เรื่อง “ไปทำงานสาย” หรือ “ไปเรียนไม่ทัน” ใช่ไหมคะ แต่สำหรับฉันที่ต้องเดินทางบ่อย ๆ เนี่ย บอกเลยว่าผลกระทบมันใหญ่หลวงกว่านั้นเยอะมากค่ะ มันไม่ใช่แค่เรื่องของเวลาที่หายไป แต่เป็นเรื่องของความรู้สึก ความน่าเชื่อถือ และโอกาสในชีวิตที่อาจจะเสียไปเลยก็ได้นะ ลองคิดดูสิคะว่าถ้าเรามีนัดสำคัญทางธุรกิจ หรือต้องไปสอบ แล้วรถไฟฟ้าเกิดขัดข้องขึ้นมา จะทำยังไง? มันไม่ใช่แค่เสียเวลา แต่บางทีอาจจะเสียโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตไปเลยก็ได้ นี่แหละค่ะคือสิ่งที่ฉันรู้สึกกังวลใจทุกครั้งที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์เหล่านี้
เวลาที่สูญเสียและค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็น
การที่รถไฟดีเลย์หรือขัดข้องแต่ละครั้ง มันไม่ได้หมายถึงแค่เวลาไม่กี่นาทีที่เสียไปบนขบวนรถนะคะ แต่รวมถึงเวลาที่เราต้องรอคอยที่สถานี เวลาที่เราต้องเปลี่ยนไปหารถโดยสารสาธารณะอื่น ๆ เพื่อเดินทางต่อ ไหนจะค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการขึ้นรถแท็กซี่ หรือ Grab ในกรณีที่เราต้องรีบไปให้ทันจริงๆ อีก มันคือ “ค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็น” ที่เราต้องแบกรับโดยไม่เต็มใจเลยค่ะ บางคนอาจจะต้องเสียเงินค่าปรับเพราะไปทำงานสาย หรือเสียโอกาสในการเข้าร่วมประชุมสำคัญ ๆ ทำให้ภาพลักษณ์ในเรื่องความรับผิดชอบเสียหายไปด้วยก็ได้ ฉันเองก็เคยคำนวณเล่น ๆ นะคะว่าถ้าแต่ละเดือนรถไฟฟ้าดีเลย์แค่ 10-15 นาทีทุกวันเนี่ย ปีนึงเราจะเสียเวลาไปกับการรอคอยและเดินทางที่ล่าช้าไปกี่ชั่วโมง กี่วัน? คิดแล้วก็รู้สึกเสียดายเวลาที่เราสามารถเอาไปทำอะไรที่มีประโยชน์กว่านี้ได้อีกเยอะเลยค่ะ
ความเชื่อมั่นของผู้โดยสารที่ลดลง
สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆ และได้รับผลกระทบอย่างจังจากเหตุการณ์รถไฟฟ้าขัดข้องบ่อยๆ คือ “ความเชื่อมั่นของผู้โดยสาร” ค่ะ ตอนแรก ๆ ที่มีรถไฟฟ้าใหม่ ๆ ฉันดีใจมากเลยนะคะที่ได้มีทางเลือกในการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่พอเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันบ่อยเข้า ความรู้สึกดี ๆ เหล่านั้นมันก็ค่อย ๆ ลดลงไปเรื่อย ๆ จนบางทีก็รู้สึกไม่มั่นใจว่าจะถึงที่หมายตรงเวลาไหม? จะมีอะไรเสียกลางทางอีกหรือเปล่า? ความรู้สึกไม่มั่นคงตรงนี้มันทำให้เราต้องเผื่อเวลามากขึ้น วางแผนการเดินทางที่ซับซ้อนขึ้น หรือบางทีก็ต้องหันกลับไปใช้รถยนต์ส่วนตัวที่ต้องเจอรถติดเหมือนเดิม ซึ่งมันย้อนแย้งกับวัตถุประสงค์หลักของการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนเลยนะคะ ความเชื่อมั่นที่เสียไปมันสร้างกลับมายากมากค่ะ เพราะมันต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอในการพิสูจน์ให้เห็นว่าระบบของเราปลอดภัยและเชื่อถือได้จริงๆ
แผนงานยักษ์ใหญ่: อนาคตระบบรางไทยกำลังจะเปลี่ยนไป!
หลังจากที่ได้บ่นกันไปถึงปัญหาต่างๆ แล้ว ก็ถึงเวลามาดูเรื่องดีๆ กันบ้างค่ะ! เพราะภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาเหล่านี้ มีการวางแผนงานยักษ์ใหญ่เพื่อพัฒนาระบบรางของไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างจริงจังเลยนะคะ ที่ได้ยินมาคือมีการลงทุนมหาศาลกว่า 1.8 ล้านล้านบาท เพื่อยกระดับและขยายโครงข่ายรถไฟทั่วประเทศในช่วง 10 ปีข้างหน้านี้ ฟังแล้วก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาทันทีเลยค่ะว่าความหวังที่เราอยากเห็นระบบรางของไทยพัฒนาเหมือนต่างประเทศมันไม่ใช่แค่ฝันแล้ว มันกำลังจะเกิดขึ้นจริง ๆ ในเร็ววันนี้!
การลงทุนมหาศาลเพื่อยกระดับโครงสร้าง
แผนการลงทุนกว่า 1.8 ล้านล้านบาทเนี่ยไม่ใช่เล่นๆ เลยนะคะ! มันครอบคลุมทั้งการพัฒนารถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รถไฟทางคู่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารไปทั่วประเทศ รวมถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงที่เราหลายคนตั้งตารอคอย เป้าหมายคือการเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางรางทั้งผู้โดยสารและสินค้าให้มากขึ้น เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัด ลดต้นทุนการขนส่ง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วยค่ะ นอกจากนี้ ยังมีแผนการพัฒนาโครงข่ายรถไฟให้ครอบคลุมและเชื่อมโยงพื้นที่ทั่วประเทศได้อย่างไร้รอยต่อ หรือที่เรียกว่า R-Map ด้วยนะคะ ฉันรู้สึกตื่นเต้นกับแผนการเหล่านี้มากเลยค่ะ เพราะมันไม่ได้แค่สร้างรถไฟเพิ่ม แต่เป็นการวางรากฐานเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของการเดินทางของคนไทยทุกคนเลยจริงๆ
ขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
ไม่ใช่แค่ในกรุงเทพฯ เท่านั้นนะคะ แต่แผนการพัฒนาโครงข่ายรถไฟยังมุ่งเน้นการขยายเส้นทางไปทั่วประเทศเลยค่ะ ทั้งการเพิ่มระยะทางของรถไฟในเมืองจาก 241 กิโลเมตร เป็น 554 กิโลเมตร ภายในปี 2572 ซึ่งจะครอบคลุม 17 สายทั้งบนดินและใต้ดิน และยังมีรถไฟทางคู่ที่จะเพิ่มขึ้นอีก 1,483 กิโลเมตรภายในปี 2571 ส่วนรถไฟความเร็วสูงที่กำลังดำเนินการอยู่ก็มีแผนที่จะขยายเต็มที่ถึง 2,249 กิโลเมตร และยังมีรถไฟเชื่อมสามสนามบินอีก 220 กิโลเมตรด้วย นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางรางยังมีแผนแม่บท M-MAP2 ที่เตรียมจะปักหมุดโครงการรถไฟฟ้าสายใหม่อีก 19 โครงการ ระยะทางรวม 245 กม. ด้วยงบประมาณ 5.8 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยหนุนยอดผู้โดยสารให้พุ่งสูงถึง 3.4 ล้านคนต่อวัน การขยายเครือข่ายแบบนี้จะทำให้คนไทยสามารถเดินทางเชื่อมโยงกันได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการท่องเที่ยวหรือการค้าขาย ซึ่งฉันเชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ ได้ดีขึ้นแน่นอนค่ะ
สิทธิผู้โดยสาร…รู้ไว้ไม่เสียเปรียบนะทุกคน!
เมื่อพูดถึงการเดินทางด้วยรถไฟหรือรถไฟฟ้า เราในฐานะผู้โดยสารก็มีสิทธิที่เราควรรู้นะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นมา การรู้สิทธิของเราจะช่วยให้เราไม่เสียเปรียบและได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมค่ะ ไม่ต้องกังวลว่าใครจะเอาเปรียบเราได้ เพราะตอนนี้ภาครัฐเขาก็ใส่ใจเรื่องนี้มาก ๆ มีการออกกฎหมายใหม่ ๆ มารองรับด้วยนะ ยิ่งมีข่าวรถไฟฟ้าขัดข้องบ่อย ๆ แบบนี้ การรู้สิทธิของเราก็ยิ่งสำคัญขึ้นไปอีกค่ะ เพื่อให้เรามั่นใจได้ว่าแม้จะเกิดอะไรขึ้น เราก็ยังได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ นี่คือสิ่งที่ฉันอยากให้ทุกคนรู้เอาไว้เลยค่ะ
กฎหมายใหม่เพื่อความปลอดภัยและชดเชย

ข่าวดีที่ทำให้ฉันรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเลยก็คือ ตอนนี้กระทรวงคมนาคมได้เตรียมออก “กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกันความเสียหายที่เกิดแก่ชีวิตและร่างกายของคนโดยสาร” แล้วค่ะ! ซึ่งหมายความว่า หากเกิดอุบัติเหตุจากการให้บริการรถไฟฟ้าในบริเวณที่มีการใช้ตั๋วโดยสาร เราในฐานะผู้โดยสารจะได้รับการชดใช้ค่าเสียหายต่อชีวิตและร่างกายอย่างแน่นอน รัฐบาลเขาเน้นย้ำเลยนะคะว่าต้องการให้ประชาชนได้รับการบริการอย่างปลอดภัย ครอบคลุม และมีหลักประกันที่ดี การมีกฎหมายแบบนี้ออกมาถือเป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและความรับผิดชอบของผู้ให้บริการอย่างชัดเจนเลยค่ะ เพราะมันทำให้เราในฐานะผู้บริโภคมีหลักประกันที่ชัดเจน ไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าจะได้รับการเยียวยาหรือไม่หากเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นมาจริงๆ
สิ่งที่เราทำได้เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
ถ้าเกิดเหตุการณ์รถไฟฟ้าขัดข้องหรือดีเลย์ขึ้นมา สิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งสติค่ะ! แล้วก็พยายามสังเกตการแจ้งเตือนจากเจ้าหน้าที่หรือประชาสัมพันธ์ของสถานีนะคะ เพราะตอนนี้กรมการขนส่งทางรางเขาก็มีแนวทางปฏิบัติ 7 ข้อสำหรับผู้ให้บริการแล้วค่ะ โดยเน้นย้ำให้มีการประชาสัมพันธ์แจ้งสถานการณ์ให้ผู้โดยสารทราบโดยเร็วและต่อเนื่อง ถ้าเรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เราก็จะวางแผนการเดินทางต่อได้ถูกใช่ไหมคะ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของระบบระบายอากาศภายในขบวนรถที่ต้องทำงานต่อเนื่องได้ไม่น้อยกว่า 45 นาที รวมถึงแบตเตอรี่สำรองที่ต้องพร้อมใช้งานเสมอด้วย ที่สำคัญคือถ้าไม่สามารถเดินรถต่อไปได้ หรือระบบระบายอากาศมีปัญหา ผู้ให้บริการต้องพิจารณาอพยพผู้โดยสารอย่างปลอดภัยไปยังสถานีที่ใกล้ที่สุด และต้องประสานงานกับ ขสมก. เพื่อจัดรถ Shuttle Bus มาบริการฟรี เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารด้วยนะคะ อย่าลืมใช้สิทธิของเราในการเรียกร้องข้อมูลหรือขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่นะคะ เพราะเรามีสิทธิที่จะได้รับการบริการที่ดีและปลอดภัยค่ะ
| สายรถไฟฟ้า | วันที่เกิดเหตุ (โดยประมาณ) | ลักษณะเหตุการณ์ | สาเหตุหลัก | ผลกระทบเบื้องต้น |
|---|---|---|---|---|
| สายสีเหลือง | มี.ค. 2567 | ชิ้นส่วนโลหะจากรางหล่น | แผ่นเหล็ก (Finger Plate) เลื่อนออกจากตำแหน่ง กระแทกรางจ่ายไฟหลุด | หยุดบริการทั้งสายชั่วคราว, ลดค่าโดยสาร 20%, จัดรถ Shuttle Bus |
| สายสีชมพู | ก.ย. 2568 | ระบบรางจ่ายไฟขัดข้อง | หน้าสัมผัสระหว่างรางจ่ายไฟกับอุปกรณ์รับกระแสไฟฟ้าไม่สัมพันธ์กัน | ปิดบริการบางช่วงสถานี, จัดรถ Shuttle Bus, อยู่ระหว่างพิจารณาชดเชยค่าโดยสาร |
| สายสีแดง | มิ.ย. 2565 | ระบบจ่ายไฟฟ้าขัดข้อง | ระบบไฟฟ้าขัดข้องบ่อยครั้ง | การเดินรถล่าช้า, มีการปรับปรุงแยกแหล่งจ่ายไฟ |
มาจับมือกันสร้างการเดินทางที่ยั่งยืน
จากปัญหาที่เกิดขึ้นและแผนการในอนาคตที่ภาครัฐกำลังเร่งดำเนินการ ฉันรู้สึกว่าการพัฒนาระบบรางของไทยเป็นเรื่องที่สำคัญและต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายจริงๆ ค่ะ ทั้งภาครัฐ ผู้ให้บริการ และพวกเราในฐานะผู้โดยสาร เพราะระบบขนส่งมวลชนที่ดี ไม่ได้เป็นแค่เส้นทางให้เราเดินทางไปถึงที่หมายเท่านั้น แต่มันคือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของคนในประเทศเลยนะคะ ฉันอยากเห็นระบบรางของไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ปลอดภัย และเป็นความภาคภูมิใจที่เราทุกคนสามารถพึ่งพาได้จริงๆ ค่ะ
บทบาทของภาครัฐและผู้ให้บริการ
ภาครัฐและผู้ให้บริการมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับมาตรฐานระบบรางของไทยให้เทียบเท่าระดับสากลค่ะ สิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องคือการลงทุนในการบำรุงรักษาและอัปเกรดอุปกรณ์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่รอให้เสียแล้วค่อยซ่อม แต่ต้องเน้นการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน เพื่อลดโอกาสการเกิดเหตุขัดข้องลงให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการระบบรางให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การพัฒนาระบบเฝ้าระวังและควบคุมระยะไกล (SCADA) เพื่อเก็บข้อมูลและวิเคราะห์สาเหตุการขัดข้อง รวมถึงการฝึกอบรมบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถและมีแผนรองรับเหตุฉุกเฉินต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยนะคะ ฉันเชื่อว่าถ้าทุกฝ่ายให้ความสำคัญและทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสได้แน่นอนค่ะ
เราในฐานะผู้โดยสารมีส่วนช่วยได้อย่างไร
ในฐานะผู้โดยสารอย่างเรา ๆ ก็มีส่วนช่วยพัฒนาระบบรางให้ดีขึ้นได้เหมือนกันนะคะ อย่างแรกเลยคือ “การให้ข้อเสนอแนะและข้อร้องเรียน” ค่ะ ถ้าเราเจอเหตุการณ์ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน หรือมีข้อเสนอแนะดี ๆ ก็อย่าเก็บไว้คนเดียวเลยค่ะ แจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการขนส่งทางราง หรือผู้ให้บริการโดยตรงเลย เสียงเล็ก ๆ ของพวกเรานี่แหละค่ะที่บางทีอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ นอกจากนี้ การทำความเข้าใจในกฎระเบียบการใช้บริการ การรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกในสถานีและบนขบวนรถให้สะอาดเรียบร้อย และการเดินทางอย่างมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมทาง ก็เป็นการสร้างบรรยากาศที่ดีในการใช้บริการร่วมกันนะคะ ฉันหวังว่าทุกคนจะร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนให้ระบบรางของไทยเป็นระบบขนส่งมวลชนที่ “ดีที่สุด” ในใจของคนไทยทุกคนค่ะ
ปิดท้ายกันด้วยเรื่องราวของวันนี้ค่ะ
เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน หลังจากที่เราได้พูดคุยกันถึงปัญหารถไฟฟ้าขัดข้อง สาเหตุเบื้องหลัง ผลกระทบที่เกิดขึ้น และแผนการพัฒนาในอนาคต ฉันก็หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์และทำให้เราเข้าใจระบบขนส่งมวลชนของเรามากขึ้นนะคะ เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยค่ะ เพราะมันส่งผลกระทบโดยตรงกับชีวิตประจำวันของเราทุกคน การที่เราได้รู้ ได้เข้าใจ ก็จะช่วยให้เราเตรียมรับมือและวางแผนการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่สำคัญคือช่วยให้เราสามารถร่วมกันผลักดันให้ระบบรางของไทยพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันจนจบนะคะ!
ข้อมูลน่ารู้ที่เราไม่ควรมองข้าม
1. ตรวจสอบสถานะการเดินรถก่อนออกจากบ้านเสมอ
ก่อนที่เราจะก้าวเท้าออกจากบ้านในแต่ละวัน โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน ลองเช็กข่าวสารหรือแอปพลิเคชันของผู้ให้บริการรถไฟฟ้าที่เราจะใช้เดินทางดูก่อนนะคะว่ามีการแจ้งเตือนเหตุขัดข้องหรือความล่าช้าอะไรบ้างไหม เดี๋ยวนี้หลาย ๆ แอปฯ เขาก็มีข้อมูลอัปเดตแบบเรียลไทม์แล้วค่ะ อย่างของ BTS, MRT, หรือสายสีต่าง ๆ ก็จะมีช่องทางให้เราติดตามได้ง่าย ๆ เลย การเตรียมตัวแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้เรามีเวลาวางแผนการเดินทางสำรอง ไม่ต้องไปเสียเวลารอเก้อที่สถานี แถมยังช่วยลดความหงุดหงิดจากการไปถึงที่หมายสายอีกด้วยค่ะ อย่าลืมนะคะว่าเวลาของเรามีค่ามาก ๆ เลย
2. ทำความเข้าใจสิทธิผู้โดยสารเมื่อเกิดเหตุขัดข้อง
เวลาที่รถไฟฟ้ามีปัญหา เราในฐานะผู้โดยสารไม่ได้ไร้สิทธิ์นะคะ สำคัญมากที่เราต้องรู้ว่าเรามีสิทธิ์ได้รับการชดเชยหรือการอำนวยความสะดวกอะไรบ้าง เช่น การคืนค่าโดยสารในกรณีที่ต้องหยุดเดินรถ การจัดรถ Shuttle Bus มาบริการฟรี หรือแม้แต่สิทธิ์ในการรับการเยียวยาหากเกิดอุบัติเหตุจนได้รับบาดเจ็บ กฎกระทรวงใหม่ที่กำลังจะออกมาจะช่วยคุ้มครองสิทธิ์ของเราได้ดียิ่งขึ้นค่ะ ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน อย่าลังเลที่จะสอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ประจำสถานี หรือติดต่อศูนย์บริการลูกค้าเพื่อรักษาสิทธิ์ของเราไว้ให้ได้มากที่สุดนะคะ
3. วางแผนเส้นทางสำรองไว้ล่วงหน้า
เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การมีแผนสำรองไว้ในใจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเลยค่ะ ลองคิดดูว่าถ้าเส้นทางหลักที่เราจะไปเกิดขัดข้องขึ้นมา เราจะสามารถเดินทางด้วยวิธีอื่นได้อย่างไรบ้าง จะนั่งรถเมล์สายไหน? หรือมีรถไฟฟ้าสายอื่นที่พอจะพาเราไปถึงจุดหมายได้ไหม? การหาข้อมูลเส้นทางสำรองไว้ก่อน จะช่วยให้เราตัดสินใจได้รวดเร็วและไม่ตื่นตระหนกเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์จริงค่ะ ฉันเองก็ชอบเปิด Google Maps เช็กเส้นทางอื่น ๆ ไว้เสมอ เผื่อวันไหนเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา ก็จะได้ไม่ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกค่ะ
4. สังเกตและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด
เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินบนรถไฟฟ้า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ประจำสถานีและเจ้าหน้าที่บนขบวนรถอย่างเคร่งครัดค่ะ พวกเขาคือผู้ที่ได้รับการฝึกอบรมมาเพื่อดูแลความปลอดภัยของเราโดยเฉพาะ การทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ไม่ตื่นตระหนกหรือพยายามทำอะไรด้วยตัวเองโดยไม่ได้รับอนุญาต จะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายไปได้ด้วยดีและปลอดภัยสำหรับทุกคน นอกจากนี้ การรักษาความสงบและให้ความร่วมมือก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อไม่ให้สถานการณ์แย่ลงไปกว่าเดิมนะคะ
5. ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาด้วยการให้ข้อเสนอแนะ
เสียงเล็ก ๆ ของพวกเราในฐานะผู้โดยสารมีความสำคัญมากในการช่วยให้ระบบขนส่งมวลชนของเราพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ค่ะ หากเราพบเห็นปัญหา มีข้อเสนอแนะ หรือต้องการร้องเรียนเกี่ยวกับการให้บริการ อย่าเก็บไว้คนเดียวเลยค่ะ ลองใช้ช่องทางต่าง ๆ ที่ผู้ให้บริการมีให้ เช่น เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือโซเชียลมีเดีย เพื่อส่งต่อข้อมูลและข้อคิดเห็นของเราไปให้ถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะทุกความเห็นของเราสามารถนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาให้การเดินทางของทุกคนสะดวกสบายและปลอดภัยยิ่งขึ้นในอนาคตได้ค่ะ
สรุปประเด็นสำคัญที่อยากฝากไว้
จากที่เราได้เจาะลึกถึงปัญหารถไฟฟ้าขัดข้องบ่อยครั้ง ทั้งจากเรื่องของอุปกรณ์เก่า สัญญาณรบกวน ซอฟต์แวร์รวน ไปจนถึงการบำรุงรักษาที่ยังไม่เพียงพอ ปัญหาเหล่านี้ได้สร้างผลกระทบที่มากกว่าแค่การทำให้เราไปทำงานสาย แต่ยังรวมถึงการสูญเสียเวลา ค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็น และที่สำคัญคือบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้โดยสารลงไปมากเลยนะคะ ในขณะเดียวกัน เราก็ได้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนมหาศาลกว่า 1.8 ล้านล้านบาท เพื่อยกระดับโครงสร้างและขยายเครือข่ายระบบรางให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าอนาคตของการเดินทางด้วยรถไฟของไทยกำลังจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น และที่ขาดไม่ได้เลยคือสิทธิของผู้โดยสารที่ได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทุกคนควรรู้ไว้เพื่อไม่ให้เสียเปรียบและได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน สุดท้ายนี้ ฉันเชื่อว่าด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ผู้ให้บริการ และพวกเราในฐานะผู้โดยสาร จะสามารถร่วมกันสร้างระบบขนส่งมวลชนทางรางที่ยั่งยืน ปลอดภัย และเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคนได้อย่างแน่นอนค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: ทำไมรถไฟไทย โดยเฉพาะรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ ถึงมีปัญหาขัดข้องและล่าช้าบ่อยครั้งคะ?
ตอบ: โอ๊ยยย คำถามนี้โดนใจฉันมากเลยค่ะ! ในฐานะคนที่ใช้บริการรถไฟบ่อยๆ เข้าใจดีเลยว่าการที่รถไฟเสียหรือดีเลย์มันน่าหงุดหงิดขนาดไหน ยิ่งช่วงนี้เราก็ได้ยินข่าวรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ อย่างสายสีเหลือง สายสีชมพู มีปัญหาบ่อยจริงๆ ค่ะ ที่ฉันสังเกตเห็นและจากข้อมูลที่หามาได้เนี่ย มันมีหลายสาเหตุเลยนะ ทั้งเรื่องของอุปกรณ์ที่อาจจะไม่ได้มาตรฐานตั้งแต่แรก เช่น ชิ้นส่วนรางจ่ายไฟหลุดร่วง หรือมีปัญหาเรื่องหน้าสัมผัสรางจ่ายไฟกับตัวรถที่ไม่สัมพันธ์กัน รวมถึงชุดล้อประคองที่ต้องมีการปรับปรุงออกแบบใหม่ให้มีระบบล็อกสองชั้น บางครั้งก็มาจากระบบควบคุมเดินรถหรือซอฟต์แวร์ที่มีปัญหา ซึ่งผู้ผลิตรายเดียวกันนี้ก็พบปัญหาคล้ายๆ กันในหลายประเทศเลยนะ ส่วนรถไฟทางไกลของเราเนี่ย ก็ยังต้องเจอกับปัญหาสภาพรถและรางที่เก่า ไหนจะเรื่องการรอหลีกรถไฟสวนกันบนรางเดี่ยวที่ยังมีอยู่หลายช่วง ทำให้ความล่าช้ามันสะสมไปเรื่อยๆ พอขบวนนึงช้า ขบวนอื่นที่ต้องวิ่งตามก็ช้าไปด้วยเป็นทอดๆ จุดตัดทางรถไฟที่มีอยู่มากมายก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้รถไฟต้องชะลอความเร็วเพื่อความปลอดภัย ฉันเองก็เคยเจอเหตุการณ์ที่รถไฟจอดกลางทางรอนานๆ เพราะต้องหลีกขบวนอื่น บอกเลยว่าเหนื่อยใจสุดๆ ค่ะ แต่ละครั้งที่เกิดปัญหาเนี่ย มันกระทบกับชีวิตประจำวันของเรามากๆ เลยนะ ทั้งไปทำงานสาย นัดสำคัญก็อาจจะพลาดไปเลยก็มี
ถาม: ถ้าเกิดรถไฟล่าช้าหรือขัดข้อง เราในฐานะผู้โดยสารมีสิทธิ์ได้รับการชดเชยอะไรบ้างคะ? แล้วต้องทำยังไง?
ตอบ: เรื่องสิทธิ์การชดเชยนี่ก็สำคัญมากๆ ค่ะ ต้องบอกว่าสำหรับรถไฟไทย (ของการรถไฟแห่งประเทศไทย) ถ้าเกิดรถไฟล่าช้าเกิน 30 นาที คุณสามารถขอคืนเงินค่าโดยสารได้เต็มจำนวนเลยนะ แต่!
มีเงื่อนไขว่าคุณต้องเลือกที่จะไม่เดินทางด้วยขบวนนั้นๆ คือถ้าตัดสินใจขึ้นรถไปแล้ว ถึงแม้จะถึงปลายทางช้า ก็อาจจะไม่ได้คืนเงินตรงส่วนนี้ค่ะ ซึ่งฉันว่ามันก็ยังไม่ค่อยแฟร์กับผู้โดยสารเท่าไหร่เลยนะ ส่วนรถไฟฟ้าในเมืองอย่าง BTS หรือ MRT เวลาเกิดเหตุขัดข้อง ผู้ประกอบการเค้าก็จะมีมาตรการชดเชยออกมาเป็นครั้งๆ ไปค่ะ เท่าที่เห็นบ่อยๆ ก็คือการคืนเที่ยวเดินทางพิเศษ หรือไม่ก็ให้เดินทางฟรีในบางช่วงสถานีที่ได้รับผลกระทบ ถ้าล่าช้าเกิน 30 นาที บางครั้งก็ไม่ตัดเงินค่าโดยสารสำหรับบัตรเติมเงิน แต่ทุกวันนี้ยังไม่มีกฎหมายกลางที่ชัดเจนมารองรับการชดเชยความเสียหายในทุกกรณีอย่างเป็นระบบเหมือนต่างประเทศ ทำให้หลายๆ ครั้งเราต้องรอลุ้นกันว่าเขาจะเยียวยายังไง แต่ก็มีข่าวดีนะคะ!
รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันกฎหมายใหม่ๆ ออกมาเพื่อคุ้มครองพวกเรามากขึ้น ทั้งร่างกฎกระทรวงที่จะให้มีการทำประกันภัยคุ้มครองความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายของผู้โดยสาร และที่สำคัญคือ “ร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง” ที่คาดว่าจะบังคับใช้ได้ประมาณกลางปี 2569 ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะให้อำนาจกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เข้าไปกำกับดูแลและกำหนดมาตรการชดเชยค่าเสียหายให้ผู้โดยสารได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นเลยค่ะ ระหว่างนี้ ถ้าเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน อย่าลืมติดตามข่าวสารจากผู้ให้บริการ หรือสอบถามเจ้าหน้าที่ที่สถานีนะคะ ถ้าไม่ได้รับความเป็นธรรม ลองติดต่อมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค หรือสภาองค์กรของผู้บริโภคได้เลยค่ะ เขาช่วยเราได้
ถาม: อนาคตระบบรถไฟไทยจะเป็นอย่างไร? มีแผนพัฒนาอะไรบ้างที่จะช่วยลดปัญหาการขัดข้องและล่าช้า?
ตอบ: พูดถึงอนาคตแล้วก็แอบตื่นเต้นเหมือนกันนะคะ! รัฐบาลมองว่าระบบรางเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมในภูมิภาค แผนระยะยาว 20 ปีของกระทรวงคมนาคม (พ.ศ.
2561-2580) เนี่ย ตั้งเป้าให้การรถไฟฯ เป็นผู้ให้บริการระบบรางที่ดีที่สุดในอาเซียนภายในปี 2570 เลยนะ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นการตั้งเป้าที่ท้าทายมากจริงๆ ค่ะ ตอนนี้ก็เห็นความพยายามในการปรับปรุงหลายด้านเลยค่ะ ทั้งแผนการลงทุนกว่า 1.8 ล้านล้านบาท ที่รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการขยายเส้นทางรถไฟทางคู่ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อแก้ปัญหารถรอหลีก นอกจากนี้ก็ยังมีโครงการรถไฟความเร็วสูงต่างๆ ที่กำลังเดินหน้า และเห็นว่ามีการจัดหารถจักรและขบวนรถใหม่ๆ เข้ามาเสริมทัพ เพื่อให้มีรถเพียงพอและลดปัญหาการใช้งานหนักจนเกินไป สำหรับรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ อย่างสายสีเหลืองและสีชมพู เขาก็กำลังเร่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอยู่นะคะ เช่น การปรับลดช่วงความยาวของรางจ่ายกระแสไฟฟ้าให้สั้นลง และกำลังทยอยเปลี่ยนชุดล้อประคองแบบใหม่ที่มีระบบล็อก 2 ชั้น ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 เลย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้การเดินทางของเราปลอดภัยและราบรื่นขึ้นเยอะเลยค่ะ นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเยอะขึ้นด้วย ทั้งระบบจองตั๋วออนไลน์ D-Ticket ระบบติดตามการเดินรถแบบเรียลไทม์ (Train Tracking System) ที่เราเช็คเองได้เลยว่ารถถึงไหนแล้ว และการพัฒนาสถานีให้เป็น Smart Station ที่มี 5G รองรับ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราวางแผนการเดินทางได้ดีขึ้น และมั่นใจในความปลอดภัยมากขึ้นด้วยค่ะ แถมยังมีกฎหมายใหม่ๆ อย่าง พ.ร.บ.
การขนส่งทางราง ที่กำลังจะออกมาเพื่อยกระดับมาตรฐานและคุ้มครองผู้โดยสารอย่างเต็มที่ด้วยนะ ฉันเชื่อว่าถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน อนาคตของการเดินทางด้วยรถไฟในไทยของเราต้องดีขึ้นกว่าเดิมแน่นอนค่ะ!






